เวลาทำการ : จันทร์-เสาร์ 08.00-17.00 น.
เบอร์โทรติดต่อ
/
ใกล้หนาวแล้ว เที่ยวเมืองไหนในจีนดี

ใกล้หนาวแล้ว เที่ยวเมืองไหนในจีนดี

อยู่ไทยมันร้อน อยากหนีไปหาอากาศเย็น ๆ สบาย ๆ หรือสัมผัสหิมะ คลายร้อนกัน และตัวเลือกที่อยู่อันดับต้น ๆ คงไม่พ้นประเทศจีนแน่นอนครับ ลูกหมูอยากแนะนำช่วงปลายปีเพราะเป็นช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

และก็ต้องเข้าใจนะครับว่าประเทศจีนเนี้ยมันกว้างมาก ๆ เลยครับ บางจังหวัดเที่ยวได้หลากหลายแถมอากาศก็เปลี่ยนแปลงตามสภาพพื้นที่ด้วย ให้ฟิลดีสุด ๆ เลยครับ  และลูกหมูอยากพาเริ่มด้วยจังหวัดที่แสนโรแมนติกกับอากาศเย็น ๆ ให้ชื่นปอด ตามเดือนที่อากาศเริ่มเย็นครับ

กันยายน / September

  1. ซินเจียง

ที่ใครได้ยิน ก็ต้องรู้จัก อย่างจังหวัดซินเจียง ถ้าไปช่วงกันยายนที่จบฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว จะเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ไม่ว่าจะวิวภูเขา ทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา ทะเลสาบ ใครสายธรรมชาติคือห้ามพลาดเลย รูปสวยฮีลใจแน่นอนครับ 

ทะเลสาบคานาส หรือ คานาสือ ที่ผืนน้ำสีฟ้าตัดใบไม้สีเหลืองส้ม สูงขึ้นเหนือยอดเขาเป็นภูเขาหิมะขาวโพลน บรรยากาศลงตัวเหมือนหลุดเข้าไปในเทพนิยายเลยล่ะครับ

บรรยากาศแค่นี้ยังบอกถึงซินเจียงไม่หมดเลยนะครับ ลูกหมูอยากบอกอีกที่ที่เป็นที่นิยมและรู้จักแพร่หลายนั่นก็คือ

หมู่บ้านเหอมู่ เพราะแค่เดือนกันยายนก็สามารถเลือกช่วงที่ชอบได้ว่าจะเป็นต้นเดือนหรือปลายเดือนก็ให้บรรยากาศที่แตกต่างกันแล้วครับ ยังไงจะให้ดูบรรยากาศช่วงต้นเดือนกันยายนที่อากาศเริ่มเย็นลงแต่ต้นไม้ยังคงความเขียวพอ กลางเดือนต้นไม้เริ่มเปลี่ยนสีส้มแซมเขียว ๆ อากาศเย็น ๆ พอปลาย ๆ เดือนต้นไม้ก็เปลี่ยนสีหมดแล้วครับ 

สวนป่าหูหยางเมืองเจ้อผู่ (Poskam Jinhuyang National Forest Park) จุดเด่นที่นี่คือต้นหูหยาง ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในสวนทำให้ช่วงปลายเดือนกันยายนจะเห็นว่ามีใบไม้เปลี่ยนสีได้ชัดเจนครับ เข้าไปในสวนแล้วทั่วสายตาจะถูกเติมเต็มด้วยสีของใบไม้และลำต้นที่แข็งแรงสีน้ำตาลไม่ต่างกับนิทานที่มีพวกภูตอยู่และบางจุดมีทะเลสาบสามารถเก็บมุมถ่ายรูปแบบจุก ๆ ครับ แต่จุดนี้อยู่ที่ซินเจียงใต้ ต้องวางแผนการเดินทางหน่อยนะครับ ซึ่งอยู่ห่างจากอีกสองสถานที่ครับ 

2. แชงกรีลา

แชงกรีลา ที่กลิ่นอายวัฒนธรรมของชาวทิเบต และอาคารที่มีเอกลักษณ์ ที่ตกตะลึงแน่นอนครับ เพราะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนสวรรค์บนที่ราบสูง 

วัดซงจ้านหลิน ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี และสิ่งโดดเด่นชัดมากคงไม่พ้นหลังคาสีทองอร่ามสะดุดตาครับ 

เมืองเก่าตู้เค่อจง (Dukezong Ancient Town) หรือเมืองเก่าแชงกรีล่า เมืองโบราณที่มีอายุกว่า 1,300 ปี  และที่นี่ยังเป็นหมู่บ้านที่มีคนหลากหลายชนชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ทิเบต น่าซี อี๋ ลี่ซู่ ไป๋ หุย และฮั่น เป็นต้นครับ สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ถัง เป็นชุมชนชาวทิเบตขนาดใหญ่บนความสูงกว่า 3,200 เมตร เป็นจุดแวะพักสำคัญบนเส้นทางค้าชาและม้าโบราณนั่นเองครับ ก็จะเหมาะกับการมาเดินเล่นแบบชิล ๆ ครับ มีทั้งบ้านไม้สไตล์ทิเบต ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และมุมถ่ายรูปตามตรอกเล็ก ๆ ยิ่งช่วงเย็นบรรยากาศจะคึกคักขึ้นมา เดินหาอะไรกินแล้วแวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ ก็เพลินดีครับ

ทะเลสาบนาปา (Napa Lake) เป็นอีกจุดที่เหมาะกับเดือนกันยายนครับ เพราะรอบ ๆ จะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวและภูเขา ทำให้ได้วิวกว้าง ๆ แบบสบายตา ยิ่งวันที่ฟ้าเปิด ภูเขากับทุ่งหญ้าจะตัดกับท้องฟ้าสวยมาก ใครชอบถ่ายรูปธรรมชาติ น่าจะถูกใจครับ แน่นอนว่ามีคำว่าทะเลสาบดังนั่นมันมีน้ำที่ตัดกับผืนหญ้า แล้วสะท้อนท้องฟ้าได้อย่างน่ามองมากครับ ถ้าได้ลองใส่ชุดประจำถิ่นคู่กับการขี่ม้าหรือสัตว์คู่ประจำถิ่น ก็คงเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความทรงจำแน่นอนครับ

ภูเขาหิมะเหมยหลี่ (Meili Snow Mountain) ยังมีอีกชื่อหนึ่งนะครับที่ผู้คนเรียกภูเขาลูกนี้ นั่นก็คือ “เจ้าชายแห่งภูเขาหิมะ” ชื่อขนานนามมาขนาดนี้แล้วแปลว่ามันต้องสวยจนบรรยายออกมาไม่ได้เลยครับ เพราะเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลย ซึ่งแบบจุดเด่นที่อยากให้เห็นคือแสงแรกที่กระทบกับภูเขาทำให้ภูเขาเป็นสีทองอร่ามครับ จุดยอดนิยมที่คนไปชมแสงแรกก็เป็นที่ วัดเฟยไหล (Feilai Temple)  ถ้าใครมีเวลาเหลือและอยากชมวิวภูเขาแบบจัดเต็ม ก็สามารถออกไปชมภูเขาหิมะเหมยหลี่ได้ครับ ถึงจะเป็นเดือนกันยายน แต่ยอดเขาสูงก็ยังมีหิมะให้เห็น ตัดกับภูเขาและท้องฟ้าด้านล่าง เป็นวิวที่อลังการมากครับ

3. จิ่วจ้ายโกว

จิ่วจ้ายโกว ที่ช่วงต้นเดือนกันยายนนั่นเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วง เราจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีทองตัดกับทะเลสาบสีฟ้าใสมากกก จนมองเห็นท่อนไม้ที่อยู่ในทะเลสาบเลยครับ แต่ถ้าเปลี่ยนบรรยากาศหน่อย ลูกหมูขอพาไปต่อที่

น้ำตกธารไข่มุก (Pearl Shoal Waterfall) ที่น้ำไหลผ่านชั้นหินกว้างก่อนตกลงสู่ด้านล่าง ทำให้เกิดละอองน้ำและประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงแดด จนเป็นที่มาของชื่อ “ธารไข่มุก”  นั่นเองครับ บอกเลยว่ารอบ ๆ น้ำตกนั่นก็ไม่ธรรมดาเลย เพราะในช่วงต้นกันยายนใบไม้เริ่มเปลี่ยนสียิ่งทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น แต่กลับเย็นชื่นใจ นอกจากนี้ยังมีอีกน้ำตกที่อยู่ใน อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว เป็นที่เดียวกันกับน้ำตกธารไข่มุก  มีชื่อว่า

น้ำตกนู่รือหลาง (Nuorilang Waterfall) เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของจิ่วจ้ายโกว และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมักแวะชมระหว่างเดินทางภายในอุทยานครับเห็นภาพแล้วบอกเลยนะครับว่าถ่ายรูปไม่เก่งแค่ไหน แต่ด้วยวิวสวยขนาดนี้ถ่ายแค่ไหนก็สวยตาแตกทุกรูปแน่นอนครับ ยังไงไปจุดปิดสุดท้ายที่ต่อให้แสงลดลงก็ไม่ได้ทำให้ความสวยตามธรรมชาติหายไป ถ่ายยังไงเอาอยู่ทุกรูปแน่นอน ลูกหมูคอนเฟิร์มครับ ยิ่งถ้าได้มาในช่วงกันยายน น้ำตกยังมีน้ำไหลค่อนข้างเยอะ รายล้อมด้วยป่าเขาสีเขียว ทำให้ได้ทั้งเสียงน้ำตกและวิวธรรมชาติแบบเต็ม ๆ เดินชมไปเรื่อย ๆ สูดอากาศเย็น ๆ บอกเลยว่าเป็นอีกจุดที่มาแล้วต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายครับ

ทะเลสาบต้นอ้อ (Reed Lake) ที่นี่จะเป็นทะเลสาบที่มีต้นอ้อเต็มทั่วลานเลยครับ แต่จะมีเส้นทางของสายน้ำให้เห็นแทรกอยู่ท่ามกลางต้นอ้อ และช่วงกันยายนจะเห็นต้นอ้อเริ่มกลายเป็นสีทอง ทำให้ตัดกับสายน้ำสีฟ้าอย่างชัดเจน ยิ่งถ้าวันไหนแดดออก สีทองของต้นอ้อสะท้อนกับน้ำก็ยิ่งสวยไปอีกครับ ถ้ามีเวลาลูกหมีเองก็ขอแนะนำให้แวะถ่ายรูปเช็กอินอีกที่ครับ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ชมวิว สูดอากาศเย็น ๆ บอกเลยว่าเป็นอีกมุมของจิ่วจ้ายโกวที่ให้ความรู้สึกสงบและสบายตามากครับ  

ใครชอบธรรมชาติและอยากเที่ยวแบบเดินชมวิวเรื่อย ๆ กันยายนถือว่าเป็นช่วงที่น่าไปครับ เพราะอากาศเริ่มเย็นลงและธรรมชาติยังคงเขียวสดอยู่

ตุลาคม/ October 

  1. จิ่วจ้ายโกว ( Jiuzhaigou )

แต่ถ้าถามว่า ช่วงไหนที่น้ำตกนู่รือหลางสวยเป็นพิเศษ? หลายคนจะนึกถึงช่วง เดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่จิ่วจ้ายโกวกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างเต็มตัว จากผืนป่าสีเขียวจะเริ่มมีสีเหลือง ส้ม และแดงเข้ามาแต่งแต้ม ทำให้สีของใบไม้ตัดกับสายน้ำสีขาวของน้ำตกอย่างโดดเด่นเลยล่ะครับ 

เสน่ห์ของ จิ่วจ้ายโกว ที่ทำให้รู้สึกว่าเดินทางมาแล้วคุ้มจริง ๆ ไม่ได้มีแค่เรื่องใบไม้เปลี่ยนสีครับ เพราะระหว่างทางยังมีทั้งทะเลสาบสีฟ้าใส น้ำตก และลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านป่าเขาให้ได้ชมอยู่ตลอด เดินไปแต่ละมุมก็จะได้เห็นสีสันของธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป และยิ่งในช่วงตุลาคมที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง เมื่อสีเหล่านี้สะท้อนลงบนผิวน้ำ ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศของจิ่วจ้ายโกวสวยขึ้นไปอีกครับ 

บ่อห้าสี (Five Color Pond) อีกหนึ่งจุดที่ลูกหมีอยากแนะนำครับ ถึงจะเป็นบ่อขนาดไม่ใหญ่มาก แต่สีของน้ำสวยมาก ๆ เพราะเมื่อแสงแดดตกกระทบ จะเห็นน้ำเป็นหลายเฉดทั้งสีฟ้า เขียว และน้ำเงิน ตัดกับป่าเขารอบ ๆ ได้อย่างลงตัวครับ ยิ่งถ้ามาช่วงเดือนตุลาคมที่ใบไม้รอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนสี ก็จะยิ่งได้ภาพที่มีทั้งสีของน้ำและสีของใบไม้ในเฟรมเดียวกันเลยครับ ซึ่งที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับทะเลสาบห้าดอกไม้นะครับ ถ้ามาถึงก็รู้สึกอีกแบบแน่นอนครับ

เห็นใบไม้เปลี่ยนสีจุใจหรือยังครับ? ถ้าใครกำลังมองหาที่เที่ยวต่อในช่วง เดือนตุลาคม ลูกหมูขอชวนมาที่ ปักกิ่ง กันครับ ช่วงนี้อากาศกำลังเย็นสบาย เหมาะกับการออกมาเดินเที่ยวชมเมืองเป็นที่สุด ที่นี่มีทั้งพระราชวังและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่พาเราย้อนกลับไปสัมผัสเรื่องราวในอดีต ขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยตึกสูง แสงสี และความทันสมัยของเมืองใหญ่ เรียกว่ามาเมืองเดียวได้เห็นทั้ง ปักกิ่งในวันวานและปักกิ่งในวันนี้ เลยครับ 

2. ปักกิ่ง

พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) ที่พวกเราเห็นกันบ่อย ๆ ในซีรีส์จีนฟอร์มยักษ์ แค่ก้าวเข้าไปก็รู้สึกว่าตัวเราเล็กลงทันทีครับ เพราะทั้งความโอ่อ่าและขนาดของพระราชวังนั่นใหญ่อลังการจริง ๆ ถ้าได้ใส่ชุดฮั่นฟูเดินเที่ยวด้วยอีกสักหน่อยก็ครบเครื่องเลยครับ ดูน่าสนุกใช่ไหมครับ? แค่คิดตามลูกหมูก็ยิ้มแก้มปริแล้วครับ เพราะสถาปัตยกรรมและบรรยากาศรอบ ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาเข้าไปอยู่ในยุคนั่นจริง ๆ เลยครับ

กำแพงเมืองจีน ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ มองเห็นทางยาวสุดลูกหูลูกตาเลยครับ และถ้าไปช่วง เดือนตุลาคม บอกเลยว่าเป็นช่วงที่บรรยากาศดีมาก อากาศเริ่มเย็น เดินขึ้นกำแพงได้แบบไม่เหนื่อยจากความร้อนมากเกินไป แถมสองข้างทางยังมีต้นไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นเหลือง ส้ม และแดง พอมองจากบนกำแพงออกไปก็จะเห็นภูเขาเป็นสีสันเต็มไปหมด ยิ่งถ้าเจอวันที่ฟ้าเปิด วิวคือสวยมากจริง ๆ ครับ

และถ้าใครไม่อยากเจอคนเยอะจนเกินไป ลองเลือกไป ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ เพราะอยู่ไม่ไกลจากปักกิ่งมาก และมีทั้งแนวกำแพง หอคอย และวิวภูเขาให้เดินชมกันแบบเต็ม ๆ ครับ

3. จางเจียเจี้ย (Zhangjiajie)

ไหนใครชอบความอลังการ ที่ได้เห็นคือต้องหยุดหายใจ ลองปักหมุด จางเจียเจี้ย ไว้เลยครับ ที่นี่มีภูเขาหินสูง ๆ ตั้งเรียงกันเต็มหุบเขา มองไปไกล ๆ เหมือนภูเขาลอยขึ้นมาจากพื้นดิน ยิ่งวันที่มีหมอกบาง ๆ คลุมตามยอดเขา บรรยากาศยิ่งดูเหมือนฉากในหนังเข้าไปอีกครับ เดี๋ยวเราเริ่มไปที่แรกของจางเจียเจี้ยกันครับ

อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie National Forest Park ) เป็นสถานที่ที่ถูกธรรมชาติสร้างขึ้นได้อย่างน่าสนใจมากครับ เพราะจะมีภูเขาหินสูง ๆ ที่โผล่ขึ้นมาจากหุบเขา รอบตัวเป็นป่าเขียว ๆ และบางช่วงก็มีหมอกลอยผ่านยอดเขา แค่ได้ยืนมองวิวตรงหน้าก็รู้สึกว่า  “นี่มันของจริงเหรอเนี่ย” แน่นอนครับ

หยวนเจียเจี้ย (Yuanjiajie Scenic Area ) ที่นี่ลูกหมูขอบอกเลยว่าถ้าได้เห็นด้วยตาต้องนึกถึงหนังเรื่อง อวตาร (Avatar) แน่นอนครับ เพราะเต็มไปด้วยเสาหินสูงแปลกตาที่ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางหุบเขา และที่สำคัญคือที่นี่เป็นหนึ่งในพื้นที่ชมวิวของ อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย เช่นกันครับ

มาถึงหยวนเจียเจี้ยแล้ว ไปตรงไหนดี? 

  • เขาอวตาร ฮัลเลลูยาห์ (Avatar Hallelujah Mountain) — เสาหินสูงท่ามกลางหมอก วิวเหมือนฉากใน Avatar
  • สะพานอันดับหนึ่งใต้หล้า (The First Bridge under Heaven) — สะพานหินธรรมชาติบนยอดเขา วิวอลังการมากกกกก
  • จุดชมวิวผาสยบวิญญาณ (Mihun Terrace) — ชมเสาหินนับร้อยจากมุมสูงแบบพาโนรามา
  • ลิฟต์แก้วไป่หลง (Bailong Elevator) — ลิฟต์แก้วริมหน้าผา ชมวิวภูเขาระหว่างขึ้นไปด้านบนครับ

ภูเขาเทียนจื่อซาน  (Tianzi Mountain ) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ภูเขาจักรพรรดิ หรือ หุบเขาอวตาร ซึ่งสถานที่นี่ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยเช่นกันครับ และการไปสถานที่แต่ละที่สามารถเดินทางด้วยลิฟต์แก้วหรือกระเช้า ทำให้สามารถชมวิวบนมุมสูงได้ด้วย เหมือนลอยอยู่กลางอากาศครับ แน่นอนว่ามันก็ต้องบางช่วงที่จะต้องเดินไปชมวิวไปด้วยครับ แต่ไม่เป็นไรครับ อากาศเดือนตุลาคมเย็นสบายเหมาะกับการเดินแน่ ๆ ครับ

แกรนด์แคนยอนจางเจียเจี้ยและสะพานแก้ว (Zhangjiajie Grand Canyon & Glass Bridge) ถ้าใครอยากลองอะไรตื่นเต้นท้าทายขึ้นมาหน่อย แนะนำให้แวะ แกรนด์แคนยอนจางเจียเจี้ย ครับ ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ก็คือ สะพานแก้ว ที่พาดอยู่เหนือหุบเขา ตอนแรกอาจแอบขาสั่นนิด ๆ เพราะมองลงไปเห็นวิวที่เห็นโทนสีส้ม แดง เหลือง ตระการตาสุด ๆ แถมด้านล่างผ่านพื้นกระจกแบบเต็ม ๆ แต่พอเดินไปสักพักก็เริ่มชิน แถมได้ชมวิวภูเขาและหุบเขาไปด้วย บอกเลยว่าเป็นอีกมุมของจางเจียเจี้ยที่ทั้งสวยและสนุกไปพร้อมกันครับ

พฤศจิกายน / November

เดือนเปลี่ยนไป อากาศก็เปลี่ยนตามเช่นกันครับ จากเดือนตุลาคมเข้าสู่พฤศจิกายน อากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ใครที่ชอบอากาศประมาณ 7–14 องศา น่าจะกำลังสบายเลยครับ ฮ่าฮ่า ได้เดินชมเมืองในชุดอุ่น ๆ หาอาหารอร่อย ๆ ทานท่ามกลางลมหนาว เป็นอีกช่วงที่เที่ยวจีนได้แบบเพลิน ๆ เลยครับ โดยเฉพาะเมืองทางตอนเหนือที่เริ่มได้บรรยากาศของปลายฤดูใบไม้ร่วง ส่วนเมืองทางตอนใต้ก็ยังเดินเที่ยวได้สบาย ๆ ครับ 

1. ปักกิ่ง (Beijing)   

ก็ยังเป็นที่ยอดฮิตสำหรับการชมเมืองครับ ตึกสูง ความทันสมัย แสงสี    แหล่งช้อปปิ้ง มีให้ครบครัน  และสอดแทรกประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัวครับ แน่นอนว่าลูกหมูได้แนะนำพระราชวังต้องห้ามและกำแพงเมืองจีนไปแล้ว จะขอแนะนำส่วนอื่นบ้างนะครับ และช่วงพฤศจิกายนก็เป็นจังหวะที่ดีสำหรับการเดินเที่ยวเมือง เพราะอากาศเย็นลง ไม่ร้อนเหมือนช่วงก่อนหน้า เดินเที่ยวทั้งวันก็ยังพอไหวครับ 

พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ที่นี่ให้บรรยากาศแตกต่างจากพระราชวังต้องห้ามพอสมควรเลยครับ เพราะนอกจากตัวอาคารที่สวยจับใจ ก็ยังมีทะเลสาบ และวิวภูเขา เป็นภาพที่ลงตัวสุด ๆ ครับ เดินชมสถานที่ผ่านสวนที่ถูกจัดแต่งอย่างลงตัวกับพระราชวังบวกกับอากาศเย็น ๆ ทำให้เดินเพลินลืมเวลาเลยล่ะครับ ยิ่งถ้ามาช่วงพฤศจิกายน จะได้เห็นบรรยากาศปลายฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สีเหลืองทองตามสวนช่วยเพิ่มสีสันให้กับตัวพระราชวังและทะเลสาบได้ดีเลยครับ

ถนนหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Street)  เป็นอีกจุดที่น่าสนใจมากครับ เพราะเป็นย่านใจกลางเมืองที่ค่อนข้างคึกคัก มีทั้งร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร มีของกินให้เลือกกันเยอะ เดินช่วงเย็น ๆ บรรยากาศก็ดี ได้เห็นทั้งความทันสมัยของปักกิ่งและวิถีชีวิตของคนเมืองไปพร้อม ๆ กันครับ ช่วงพฤศจิกายนอากาศเย็น ๆ แบบนี้ยิ่งเหมาะกับการมาเดินเล่นช่วงเย็นครับ เดินดูร้านไป หาอะไรอุ่น ๆ กินไป เพลินจนไม่รู้ตัวเลยครับ

เฉียนเหมิน (Qianmen Street) ย่านเก่าแก่ใจกลางกรุงปักกิ่ง แล้วอยู่ไม่ไกลจากจตุรัสเทียนอันเหมิน และเป็นย่านที่รวมร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารสไตล์จีนเก่าไว้ด้วยกันค่ะ  ซึ่งถนนที่นี่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นย่านการค้าที่มีร้านเก่าแก่ของปักกิ่งอยู่เยอะแยะครับ  แต่ที่ขอนำเสนอเพราะสิ่งนี้โดดเด่น เห็นได้ชัดแน่ ๆ ครับ นั่นคือ รถรางแบบดั้งเดิม ที่ยังคงใช้งานอยู่โดยพาชมรอบ ๆ เมืองนั่นเองครับ ถ้ามาช่วงเย็น ๆ ในเดือนพฤศจิกายน อากาศกำลังเย็นสบาย เดินชมอาคารเก่า ๆ พร้อมดูรถรางวิ่งผ่านไปมา ก็ได้บรรยากาศปักกิ่งแบบเก่า ๆ ที่น่ารักไปอีกแบบครับ

2. ซีอาน (Xi’an) 

เรามาเปลี่ยนบรรยากาศจากกรุงปักกิ่ง มาที่ซีอานนะครับ เมืองนี้เหมาะกับคนที่ชอบทั้งประวัติศาสตร์ ของกิน และยิ่งช่วงพฤศจิกายนอากาศกำลังเย็น เดินเที่ยวกลางแจ้งได้สบาย เหมาะกับการค่อย ๆ เที่ยวเมืองแบบไม่ต้องเร่งรีบครับ แต่ถ้ามาถึงซีอานแล้ว ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ

กองทัพทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้  (Terracotta Army)  ใครที่ชอบประวัติศาสตร์ต้องชอบแน่ ๆ ครับ เพราะได้เห็นรูปปั้นทหารและม้าจำนวนมหาศาลที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานนับพันปี สายคนไทยอย่างเราได้เห็นทีมีขนลุกแน่นอนครับ และยิ่งใหญ่ขนาดนี้ก็ได้ถูกจัดเป็นแหล่งมรดกโลก จากยูเนสโก ขององค์การสหประชาชาติ ใครได้เห็นของจริงจะเข้าใจเลยครับว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของซีอาน

กำแพงเมืองซีอาน (Xi’an City Wall) อากาศเย็นๆ เดินเล่นชมสถาปัตยกรรมโบราณ เห็นใบไม้สีส้ม ประปรายละลานตา ก็จะขอแนะนำกำแพงเมืองซีอานที่สวยสะกดตา มองไปทางไหนก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นนางเอกพระเอกซี่รี่ย์จีนกำลังยืนมองเมืองเลยครับ เพราะเป็นกำแพงเก่าแก่ล้อมรอบเมือง สามารถเช่าจักรยานปั่นชมรอบ ๆ ได้ด้วยครับ ถ้าใครมีเวลา ลองมาช่วงใกล้เย็นนะครับ ได้ทั้งบรรยากาศเมืองเก่าในช่วงกลางวัน และวิวเมืองที่เริ่มเปิดไฟตอนค่ำในครั้งเดียวเลยครับ

ย่านมุสลิม (Muslim Quarter) ลูกหมูขอแนะใครสายกินต้องที่นี่เลยครับ จะได้ฟีล “เดินตลาดกินของอร่อย” มากกว่าครับ ถนนเต็มไปด้วยร้านอาหารและของกินท้องถิ่น เช่น เนื้อย่าง แป้งทอด บะหมี่ และขนมต่าง ๆ กลิ่นอาหารลอยมาตลอดทาง เดินไปเรื่อย ๆ ก็แวะชิมไปเรื่อย ๆ ได้เลยครับ แนะนำให้เผื่อท้องไว้สักหน่อยนะครับ เพราะที่นี่เดินไปทางไหนก็เจอของกิน แวะร้านนั่นนิด ร้านนี้หน่อย รู้ตัวอีกทีก็อิ่มแบบไม่รู้ตัวเลยครับ ฮ่าฮ่า 

ถนนคนเดินต้าถัง (Great Tang All Day Mall) ไปจีนทั้งทีลูกหมูก็อยากแนะนำที่นี่ด้วย เพราะได้บรรยากาศที่กำลังเดินอยู่ในหนังย้อนยุคครับ ที่นี่จะเน้น บรรยากาศและการถ่ายรูป มากกว่าย่านมุสลิม เป็นถนนคนเดินที่ตกแต่งให้มีกลิ่นอายของ ราชวงศ์ถัง มีอาคารสไตล์จีน โคมไฟ การแสดง และแสงสี ถ้ามีเวลา แนะนำให้มาช่วงเย็นต่อค่ำครับ เพราะพอเปิดไฟแล้วบรรยากาศจะเปลี่ยนไปเลย เหมือนได้ย้อนกลับไปเดินเล่นในเมืองสมัยราชวงศ์ถังจริง ๆ ครับ  

3. เฉิงตู (Chengdu) 

อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากซีอาน ลองมาที่ เฉิงตู กันครับ เมืองนี้เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวแบบสบาย ๆ ไม่ต้องรีบ พอเข้าพฤศจิกายนอากาศก็เริ่มเย็นลง เหมาะกับการเดินเที่ยวแบบสบาย ๆ นั่งคาเฟ่ หาอะไรอร่อย ๆ กิน และค่อย ๆ เที่ยวไปเรื่อย ๆ ครับ  และที่สำคัญคือ แพนด้า

ศูนย์อนุรักษ์แพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding)  ที่นี่คือ ไฮไลต์อันดับหนึ่ง ของเฉิงตูเลยครับ ใครมาเมืองนี้ก็ต้องหาเวลาแวะมาดูน้องแพนด้า ที่จะเห็นท่าทางของน้องทั้งตอนกินไผ่ นอน หรือปีนเล่น น่ารักจนดูเพลินแบบไม่รู้ตัวเลยครับ ถ้าอยากเห็นน้อง ๆ ออกมาเดินเล่น แนะนำให้ไปช่วงเช้าหน่อยครับ เพราะเป็นช่วงที่มีโอกาสได้เห็นแพนด้าทำกิจกรรมมากกว่า

ถนนโบราณจิ่นหลี่ (Jinli Ancient Street) ใครชอบเดินเล่น หาของกิน และสัมผัสบรรยากาศจีนแบบเก่า ๆ ต้องมาที่นี่ครับ มีทั้งร้านอาหาร ของกินเล่น ของฝาก และอาคารสไตล์จีน ยิ่งช่วงเย็นเปิดไฟแล้วบรรยากาศคึกคักมาก  ซึ่งถนนที่นี่เขามีประวัติมาอย่างยาวนานกว่า 1,800 ปี ใครที่เป็นสาวกสามก๊กอาจจะสนใจมากขึ้นครับ ส่วนใครเป็นสายกินน่าจะชอบที่นี่เป็นพิเศษครับ เพราะเดินไปก็เจอของกินไป ทั้งของว่างท้องถิ่นและอาหารเสฉวนให้ลองกันเพียบ

ตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Irrigation System) เราออกนอกเมืองสักหน่อยครับ เพื่อไปชมระบบชลประทานโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี ได้ทั้งชมวิวธรรมชาติและเรียนรู้เรื่องราวของจีนไปพร้อมกัน ชลประทานที่นี่มีเอกลักษณ์มากครับ เพราะเป็นระบบที่ออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและการไหลของแม่น้ำได้อย่างชาญฉลาด ทำให้เราได้เห็นทั้งภูมิปัญญาของคนจีนในอดีตและวิวธรรมชาติสวย ๆ อยู่ในที่เดียวกันครับ

4. ฉงชิ่ง (Chongqing) 

ฉงชิ่งเจ้าของฉายา “เมืองแห่งภูเขา” เพราะด้วยลักษณะเมืองเป็นเนินเขาสูงชันทำให้ผังเมืองจะดูแปลกตา ทำให้ตึกสูงซ้อนกัน  หรือฟีลเดินไปชั้น 1 ของอีกตึกแต่มองออกไปเชื่อมชั้น 10 ของอีกตึกครับ ฟังดูน่าสนใจเลยใช่ไหมครับ ลูกหมูจะขอแนะนำ 4 ที่นะครับที่น่าสนใจและต้องลองไปให้ได้ครับ และถ้ามาในช่วงพฤศจิกายน อากาศที่เริ่มเย็นลงก็เหมาะกับการออกมาเดินเล่นในช่วงเย็นมากขึ้นด้วยครับ

หงหยาต้ง (Hongyadong) ที่นี่ต้องขอบอกว่าเป็น เมืองแห่งแสงและวิวสุดอลังการ เป็นอาคารโบราณตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำเจียหลิงที่เปิดไฟสวยงามยามค่ำคืน คล้ายฉากในภาพยนตร์แอนิเมชันมากครับ และแนะนำให้มาช่วงฟ้ามืดครับ เพราะพอไฟของอาคารเปิดขึ้นพร้อมกัน วิวทั้งบริเวณจะเปลี่ยนไปเลย ใครสายถ่ายรูปน่าจะกดชัตเตอร์กันรัว ๆ ครับ

เจี่ยฟ่างเป่ย (Jiefangbei) ไปเที่ยวสักประเทศก็คงอยากจะสัมผัสชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น ดังนั่น อยากเห็นว่าคนฉงชิ่ง ทำอะไร ต้องมาเดินย่านนี้เลยครับ เป็นศูนย์กลางของเมือง มีทั้งห้าง ร้านอาหาร คาเฟ่ และของกินเต็มไปหมด เดินได้ทั้งกลางวันและกลางคืนไม่มีเบื่อครับ แต่ช่วงค่ำยิ่งคึกคักครับ เดินไปเรื่อย ๆ ก็มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม และของกินท้องถิ่นให้ลอง เรียกว่ามาที่เดียวได้ทั้งเที่ยว ช้อป และฝากท้องเลยครับ

รถไฟทะลุตึก (Liziba Station) แลนด์มาร์กสุดไวรัลในโซเชียลก็พลาดไม่ได้กับที่นี่เลยครับ เพราะไม่ใช่รถไฟฟ้าธรรมดา แต่รถไฟฟ้าทะลุตึก 19 ชั้นครับ แล้วยังมีคนอาศัยอยู่ในคอนโดนี้ด้วยครับ แต่ไม่ต้องว่ามันจะเสียงดังเพราะถูกออกแบบมาให้เสียงเบาไม่รบกวนผู้อยู่อาศัยนั่นเองครับ ใครอยากลองกินรถไฟ ที่นี่ก็น่าสนใจมากครับ แต่มาถึงก็แล้วอย่าลืมหามุมถ่ายรูปจากด้านนอกด้วยนะครับ เพราะจังหวะที่รถไฟวิ่งผ่านตัวอาคารนี่แหละ เป็นภาพที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือฉงชิ่ง” 

อุทยานหลุมฟ้าสะพานสวรรค์ (Wulong Karst) หรือ เทียนเซิงซานเฉียว ลูกหมูพาออกนอกเมืองหน่อยนะครับตั้งอยู่ในเมืองอู่หลง เพื่อชมธรรมชาติระดับมรดกโลก 5A ของยูเนสโก ทั้งหลุมยุบขนาดใหญ่ลึก 300 เมตร หน้าผาสูง และสะพานหินธรรมชาติที่อลังการมาก ใครดูหนังซีรี่ย์เยอะ ๆ ต้องจำได้แน่ ๆ ครับว่ามีฉากหลังของที่นี่ในหนัง และอากาศช่วงนี้เดินชมสบายเลยครับ ถ้าใครอยากเปลี่ยนจากตึกสูง ๆ ในเมืองมาสัมผัสธรรมชาติแบบเต็ม ๆ ที่นี่ก็น่าจะถูกใจครับ 

ธันวาคม/December – มกราคม January

ธันวาคมเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวอย่างเต็มตัวครับ โดยเฉพาะทางตอนเหนือของจีนที่อุณหภูมิลดลงอย่างชัดเจน บางพื้นที่มีหิมะปกคลุมจนกลายเป็นโลกสีขาว ส่วนใครที่ชอบอากาศหนาวจัด ๆ ก็ถือว่าเป็นช่วงที่น่าออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่เลยครับ 

1. ปักกิ่ง (Beijing)   

ส่วนใครที่พลาดหรือไม่สะดวกปักกิ่งในเดือนพฤศจิกายนก็ไม่ต้องเสียดายไปครับ เพราะช่วงธันวาคมก็ยังเที่ยวได้ เพียงแต่อากาศจะเย็นขึ้นและบรรยากาศเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัวครับ ใครชอบอากาศเย็น ๆ มีหิมะและอยากเดินเที่ยวเมืองแบบโรแมนติก ช่วงนี้ก็ยังเหมาะอยู่ครับ 

2.ฮาร์บิน (Harbin) 

โลกน้ำแข็งและหิมะฮาร์บิน (Harbin Ice and Snow World) ถ้าพูดถึงฮาร์บินในช่วงหน้าหนาว แน่นอนว่าต้องนึกถึงที่นี่ครับ เมืองน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยประติมากรรมน้ำแข็งและแสงไฟ ยิ่งช่วงกลางคืนยิ่งสวยเหมือนหลุดเข้าไปในโลกน้ำแข็งเลยครับ ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่ไม่อยากให้พลาดเลยครับ และแนะนำเป็นช่วงปลายเดือนธันวาคมครับ

หมู่บ้านหิมะเสวี่ยเซียง — China Snow Town (Xuexiang)  ถ้าพูดถึงฮาร์บินคงไม่มีใครไม่รู้จักที่นี่แน่นอนครับ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนตกลงสู่บ้านเรือนจนคล้ายเห็ดขาว ๆ กลม ๆ ครับ อุณหภูมิที่ติดลบไม่สามารถห้ามใครให้เข้าไปสัมผัสถึงความสวยงามตระการตา ราวกับตัวเองเป็นภูตเลยครับ ถ้าไปถึงแล้วคงถ่ายรูปเพลินจนลืมความหนาวเลยล่ะครับ ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ต้องเผื่อเวลาเดินทางไว้ด้วยนะครับ เพราะหมู่บ้านหิมะแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองฮาร์บิน เหมาะกับการจัดเป็นทริปแยกออกไปอีกหนึ่งวันครับ 

ถนนจงหยาง (Central Street / Zhongyang Dajie) อยากเดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินไปเรื่อย ๆ ต้องแวะ ถนนจงหยาง ครับ สองข้างทางมีอาคารเก่าสวย ๆ เป็นย่านการค้าเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี และพอหิมะตกลงมาก็ยิ่งได้ฟีลเหมือนอยู่ยุโรป แถมเดินไปก็มีของกินให้ลองตลอดทาง ของที่อยากให้ลองก็มีทั้งไส้กรอกแดงฮาร์บิน ไอศกรีม และอาหารสไตล์รัสเซีย เรียกว่าเดินหนาว ๆ แล้วหาอะไรอุ่น ๆ หรือของกินเล่นรองท้องไปด้วยก็เพลินดีครับ ถ้าไปช่วงธันวาคม จังหวะคริสมาสต์ เป็นอะไรที่สวยงามลงตัวมากครับ 

โบสถ์เซนต์โซเฟีย (Saint Sophia Cathedral) ลูกหมูบอกเลยใครชอบบรรยากาศคริสมาสต์ หิมะตกสีขาวตัดกับสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์และโดมทรงหัวหอมสีเขียว  เป็นมหาวิหารออร์โธดอกซ์รัสเซียเก่าแก่ และถ้ามีหิมะปกคลุมจะยิ่งเหมือนเมืองยุโรป ส่วนช่วงค่ำเปิดไฟก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่งที่สำคัญคือ อยู่ใกล้ Central Street ด้วยครับ ถ้าอยากได้ภาพที่สวยที่สุด ลองมาช่วงเย็นต่อค่ำครับ เพราะทั้งตัวโบสถ์และบริเวณรอบ ๆ จะเปิดไฟ ทำให้บรรยากาศยิ่งเหมือนเมืองยุโรปในฤดูหนาวครับ 

3. ฉางไป๋ซาน (Changbai Mountain) 

ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมฉางไป๋ซานจะถูกจัดเต็มอัดแน่นและปกคลุมไปด้วยหิมะจะกลายเป็นโลกสีขาว ทั้งภูเขา ป่าสน และเส้นทางต่าง ๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะ บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองหนาวเลยครับ ใครอยากสัมผัสแบบอัลตร้าสมูทก็ต้องมาที่นี่ครับ แต่ความหนาวของที่นี่ไม่ใช่เล่น ๆ นะครับ ใครจะมาเที่ยวควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้พร้อม เพราะอากาศบนภูเขาจะหนาวกว่าบริเวณตัวเมืองมากครับ 

ทะเลสาบเทียนฉือ (Heaven Lake / Tianchi) จุดนี้ลูกหมูให้อยากลองไปชมนะครับเพราะวิวเขาอลังการมากซึ่งจุดนี้ต้องเผื่อใจเรื่องสภาพอากาศไว้ด้วยครับ เพราะถ้าวันไหนลมแรงหรืออากาศปิด ก็อาจไม่ได้เห็นวิวทะเลสาบแบบเต็ม ๆ  เพราะที่นี่เป็นทะเลสาบภูเขาไฟที่อยู่บนยอดเขาฉางไป๋ซาน ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงกว่า 2,000 เมตรครับ บอกเลยว่าถ้าขึ้นไปอากาศกำลังท้องฟ้าปรอดโปร่ง ความสวยจะยิ่งทวีคูณเลยครับ

น้ำตกฉางไป๋ (Changbai Waterfall ) แวะชมธรรมชาติอีกมุมครับ ที่นี่เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาและป่าสน พอเข้าสู่ช่วง ธันวาคม–มกราคม รอบ ๆ จะถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง ทำให้บรรยากาศต่างจากช่วงหน้าร้อนอย่างเห็นได้ชัด จนต้องร้อง Let it go ไปด้วยเลยครับ ถ้าใครที่ชอบถ่ายรูปหิมะกับน้ำแข็งน่าจะถูกใจ เพราะบรรยากาศรอบ ๆ เปลี่ยนไปจากช่วงฤดูร้อนแบบคนละโลกเลยครับ 

หุบเขาจิ่นเจียง (Jinjiang Grand Canyon) เป็นอีกมุมของฉางไป๋ซานที่น่าแวะครับ ที่นี่จะได้เห็นหุบเขาลึก หน้าผาหินรูปร่างแปลก ๆ และป่าสนที่ทอดยาวไปตามแนวเขา พอเข้าสู่เดือนธันวาคม–มกราคม ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยหิมะจนกลายเป็นวิวสีขาว เหมือนเดินอยู่ในโลก Ice age มากครับ ที่สำคัญคือมุมมองของที่นี่จะต่างจาก ทะเลสาบเทียนฉือ (Heaven Lake / Tianchi) และน้ำตกฉางไป๋ (Changbai Waterfall ) ทำให้ถ้าเที่ยวฉางไป๋ซานหลายจุดก็ยังไม่รู้สึกว่าเห็นวิวซ้ำ ๆ กันครับ

 

ป่าสนหิมะ (Changbai Mountain Winter Forest) ถ้าอยากได้ฟีล “ป่าหิมะเหมือนในนิทาน” ต้องมาที่ป่าสนหิมะดูครับเพราะด้วยต้นสนที่ขึ้นเต็มบวกกับหิมะขาวแผ่ขยายกว้างทำให้แทบดูเป็นดินแดนที่ตัดขาดโลกเลยครับ และหิมะจะปกคลุมต้นสนและต้นเฟอร์จนกิ่งไม้กลายเป็นสีขาว บางช่วงจะเกิด น้ำค้างแข็งเกาะตามต้นไม้ (rime) ทำให้ป่าดูเหมือนถูกเคลือบด้วยน้ำแข็งเลยครับ ใครที่ชอบถ่ายรูปธรรมชาติ บอกเลยว่ามุมนี้ไม่ต้องมีแลนด์มาร์กใหญ่ ๆ ก็สวยได้ครับ แค่ต้นสน หิมะ และหมอกบาง ๆ ก็ได้ภาพเหมือนฉากในนิทานแล้ว 

4. เสิ่นหยาง (Shenyang) 

เมืองนี้จะได้บรรยากาศจีนแบบเมืองเก่าผสมกับความทันสมัย ชมพระราชวังที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาว เมืองกลายเป็นน้ำแข็ง และกิจกรรมฤดูหนาว เช่น สเก็ตน้ำแข็ง ชมพระราชวังโบราณปกคลุมด้วยหิมะ และลิ้มรสอาหารร้อนๆ สไตล์ตงเป่ยครับ ส่วนใครไม่ชอบท่องเที่ยวในสถานที่กลางแจ้ง ก็ยังมีทั้งย่านช้อปปิ้งและร้านอาหารให้แวะหลบหนาวได้ด้วยครับ 

พระราชวังเสิ่นหยาง (Shenyang Imperial Palace) เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี ด้วยตัวของอาคารเป็นสีแดงและหลังคาสีทองทำให้ตัดกับหิมะขาวอย่างชัดเจนและลงตัว ถ้าเจอช่วงหิมะโปรยปรายก็ยิ่งกว่าในฉากดัง ๆ ในหนังจีนเลยครับ ใครชอบถ่ายรูปแนวจีนย้อนยุค ผมว่าที่นี่ตอบโจทย์มาก เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ได้ทั้งตัวอาคารโบราณและบรรยากาศหิมะเป็นฉากหลังครับ 

สวนสาธารณะเป่ยหลิง (Beiling Park) สวนขนาดใหญ่ที่มี สุสานจ้าวหลิง (Zhaoling) อยู่ด้านในครับและ ช่วงหน้าหนาวจะได้บรรยากาศเงียบ ๆ มีต้นไม้และอาคารโบราณตัดกับหิมะ เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูป ถ้าใครอยากเดินเล่นแบบเงียบ ๆ ชมอาคารโบราณท่ามกลางหิมะ ที่นี่ถือว่าเป็นอีกมุมของเสิ่นหยางที่น่าแวะครับ 

ถนนจงเจีย (Zhongjie Street) ไหนใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมา เดินเล่น + ช้อปปิ้ง + หาของกิน ต้องแวะจงเจียครับ ช่วงเย็นร้านค้าจะเปิดไฟและถนน คึกคักกว่าสองจุดแรกครับ   ซึ่งที่นี่เองก็เป็นถนนการค้าและถนนคนเดินเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ทำให้กลิ่นอายที่ผสมผสานวัฒนธรรมโบราณและความทันสมัย แหล่งช้อปปิ้ง  รวมถึงอาหารสตรีทฟู้ดก็พบเห็นได้มากมายครับ หลังจากเดินชมพระราชวังและสวนมาทั้งวัน ก็มาปิดท้ายด้วยการเดินช้อป หาอาหารร้อน ๆ กิน ถือว่าเป็นการจบทริปเสิ่นหยางแบบครบทั้งเที่ยวและกินเลยครับ 

 กุมภาพันธ์/ February

เดือนกุมภาพันธ์ก็ยังเป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศจีนครับ ถึงจะเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดูแล้ว แต่หลายพื้นที่ทางตอนเหนือยังคงเต็มไปด้วยหิมะและอากาศหนาวเย็นอยู่ ใครที่อยากสัมผัสโลกสีขาวก็ยังเที่ยวได้แบบจุใจครับ ส่วนใครที่เริ่มอยากหนีความหนาว ลูกหมูก็มีอีกทางเลือกครับ ลองเปลี่ยนบรรยากาศลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนอย่าง “ยูนนาน” ที่อากาศสบายกว่า และได้ชมธรรมชาติในอีกมุมที่แตกต่างออกไปครับ 

1.ฮาร์บิน (Harbin) 

หมู่บ้านหิมะเสวี่ยเซียง China Snow Town (Xuexiang) ถึงจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ที่นี่ก็ยังคงมีหิมะปกคลุมอยู่ครับ อุณหภูมิก็ยังติดลบอยู่เหมือนเดิม ลูกหมูขอแนะนำว่าใครที่จะมาเที่ยวควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวแบบจัดเต็มมาด้วยนะครับ แล้วไปชมความสวยงามของบ้านสไตล์จีนที่ถูกหิมะปกคลุมจนกลายเป็นก้อนกลม ๆ คล้ายเห็ด เรียกว่าถ่ายรูปมุมไหนก็ได้ฟีลเหมือนอยู่ในหมู่บ้านหิมะในเทพนิยายเลยครับ ใครที่พลาดช่วงธันวาคมหรือมกราคมก็ไม่ต้องเสียดายครับ เพราะเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังไม่สายที่จะมาสัมผัสความหนาวและความสวยงามของที่นี่ครับ แต่แนะนำให้จัดเป็นทริปแยกออกไปนะครับ เพราะหมู่บ้านหิมะแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองฮาร์บิน ต้องเผื่อเวลาเดินทางไป – กลับด้วยครับ 

โลกน้ำแข็งและหิมะฮาร์บิน (Harbin Ice and Snow World) ในเมื่อความหนาวยังอยู่ โลกน้ำแข็งก็ยังเป็นอีกสถานที่ที่น่าแวะไปครับ โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ใครที่วางแผนจะมาช่วงหลังวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ลูกหมูแนะนำให้เช็กสภาพอากาศและวันเปิดให้บริการก่อนเดินทางนะครับ จะได้ไม่เสียเที่ยว เพราะถ้าอากาศอุ่นขึ้น น้ำแข็งก็อาจละลายเร็วกว่าที่คิดครับ และถ้าใครได้เห็นของจริง ลูกหมูเชื่อเลยครับว่าต้องมีคำถามในใจเหมือนกันว่า “มนุษย์เราสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้ยังไงกันนะ?” เพราะทั้งใหญ่ ทั้งอลังการ และสวยเหมือนหลุดออกมาจากโลกแฟนตาซีเลยครับ 

เกาะพระอาทิตย์ (Sun Island / Taiyang Island) ใครที่มาเที่ยวฮาร์บินในเดือนกุมภาพันธ์ ลูกหมูขอแนะนำให้ลองแวะมาที่นี่ครับ เพราะช่วงหน้าหนาวจะมีการจัดงานประติมากรรมหิมะขนาดใหญ่ ให้เราได้เดินชมผลงานที่แกะสลักจากหิมะกันแบบใกล้ ๆ ครับ ที่นี่จะต่างจาก Harbin Ice and Snow World ตรงที่เน้นประติมากรรมหิมะและชมในช่วงกลางวันมากกว่า ใครชอบถ่ายรูปน่าจะถูกใจแน่นอนครับ เพราะมีทั้งงานขนาดใหญ่และมุมสวย ๆ ให้เดินถ่ายรูปกันเพียบเลยครับ 

ยาบูลี่ สกีรีสอร์ต (Yabuli Ski Resort) นั่งรถไฟก็เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นเองครับ ซึ่งมือใหม่ก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะเล่นไม่เป็นเพราะเขามีพื้นที่จัดเตรียมไว้ให้เฉพาะครับ และที่นี่เองก็เป็นที่นิยมมาเล่นสกีกันเยอะ แค่ใส่ชุดถ่ายรูปก็ได้แนวสปอร์ตพร้อมหิมะขาวเป็นฉากหลังก็เท่สุด ๆ หรือถ้าเล่นไม่ไหวก็สามารถนั่งกระเช้าชมวิว บนยอดเขาไปจิบชาที่คาเฟ่ ใครที่มาเดือนกุมภาพันธ์คือดี้ย์ลูกหมูแนะนำครับ

2. ฉางไป๋ซาน (Changbai Mountain) 

ใครที่ยังอยากสัมผัสหิมะ ฉางไป๋ซานก็ยังน่าไปครับ เพราะเดือนกุมภาพันธ์ยังอยู่ในช่วงฤดูหิมะของที่นี่ ภูเขาและป่าสนยังคงปกคลุมด้วยหิมะ ใครที่พลาดช่วงธันวาคมหรือมกราคมก็ไม่ต้องเสียดายครับ เพราะสถานที่ที่ลูกหมูเคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ ยังสามารถเที่ยวได้ในเดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน เดี๋ยวลูกหมูขอลิสต์ไว้ให้ครับว่า ถ้ามาถึงแล้วมีที่ไหนที่ยังต้องไปให้ได้บ้าง 

สถานที่ที่ยังเที่ยวได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

  • ทะเลสาบเทียนฉือ (Heaven Lake / Tianchi)
  • น้ำตกฉางไป๋ (Changbai Waterfall)
  • หุบเขาจิ่นเจียง (Jinjiang Grand Canyon)
  • ป่าสนและวิวหิมะของฉางไป๋ซาน (Changbai Mountain Winter Forest)

น้ำพุร้อนจวี้หลง (Julong Hot Spring) ใครที่เที่ยวหิมะจนหนาวไปถึงกระดูกแล้ว ลูกหมูขอชวนมาเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการแช่น้ำพุร้อนอุ่น ๆ กันบ้างครับ ที่นี่เป็นน้ำพุร้อนภูเขาไฟที่อยู่ในพื้นที่ฉางไป๋ซาน และมีบ่อน้ำพุร้อนทั้งในร่มและกลางแจ้งให้เลือกครับ ที่สำคัญถ้ามาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เราจะได้สัมผัสความรู้สึกแบบ “ข้างนอกหนาวจัด แต่ในน้ำกลับอุ่นสบาย” ยิ่งถ้ามีหิมะตกลงมาในขณะที่กำลังแช่น้ำอยู่ บรรยากาศก็น่าจะเหมือนฉากในหนังเลยครับ ใครที่อยากพักขาหลังจากเดินเที่ยวหิมะมาทั้งวัน ลูกหมูว่าที่นี่เป็นอีกจุดที่น่าลองมากครับ 

3. ยูนนาน (Yunnan)

เราเจอหนาวกันมาแล้ว ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเจออากาศสบาย ๆ ลูกหมูขอพามาทางยูนนานกันบ้างครับ ที่นี่มีความหลากหลายของธรรมชาติมาก ๆ เพราะแต่ละพื้นที่มีอากาศและบรรยากาศแตกต่างกันไป ทำให้เที่ยวแล้วไม่รู้สึกจำเจเลยครับ บางพื้นที่อากาศเย็นสบาย เดินเที่ยวเมืองเก่าได้เพลิน ๆ แต่ถ้าขึ้นไปบนพื้นที่สูงอย่างแชงกรีลา อากาศก็ยังหนาวและอาจมีหิมะให้เห็นอยู่ครับ ส่วนทางตอนใต้ของยูนนานอย่างสิบสองปันนา อากาศจะอบอุ่นกว่ามาก เหมาะกับคนที่อยากหนีความหนาวจริง ๆ ครับ และที่สำคัญยูนนานยังมีทั้งวัฒนธรรม เมืองเก่า ภูเขา ทะเลสาบ และวิถีชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ ให้ได้สัมผัส ใครได้มาเที่ยวสักครั้ง ลูกหมูว่ามีโอกาสอยากกลับมาซ้ำอีกแน่นอนครับ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ที่อากาศเริ่มเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิในบางพื้นที่ แถมยังเป็นช่วงฤดูแล้ง ท้องฟ้าค่อนข้างแจ่มใส เหมาะกับการออกไปเที่ยวชมธรรมชาติและถ่ายรูปครับ 

1. คุนหมิง (Kunming) 

ป่าหิน (Stone Forest / Shilin) ใครที่ไปเที่ยวป่าบ่อย ๆ ก็อาจจะคิดว่าป่าก็คงมีแต่ต้นไม้ใช่ไหมครับ แต่ที่นี่กลับเป็นป่าที่เต็มไปด้วยหินแทนครับ เพราะ ป่าหิน (Stone Forest / Shilin) เป็นภูมิประเทศแบบคาสต์ที่เกิดจากหินปูนผ่านการกัดเซาะและเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นเสาหินรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก เรียงตัวกันเหมือนป่าขนาดใหญ่เลยครับ และที่นี่ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ภูมิประเทศหินปูนที่โดดเด่นที่สุดของโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทั้ง มรดกโลกทางธรรมชาติ และ UNESCO Global Geopark ครับ 

อุทยานป่าหินแห่งนี้กว้างมากครับ แต่จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินชมจะอยู่ที่ ป่าหินใหญ่และป่าหินเล็ก ครับ

ป่าหินใหญ่ (Greater Stone Forest) จะเต็มไปด้วยเสาหินปูนขนาดใหญ่เรียงตัวกันแน่น ๆ เดินเข้าไปเหมือนกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตธรรมชาติเลยครับ และยังมีจุดถ่ายรูปบริเวณหินที่สลักคำว่า “石林” (Shilin) เอาไว้ด้วยครับ

ส่วน ป่าหินเล็ก (Lesser Stone Forest) จะให้บรรยากาศสบาย ๆ กว่า มีเสาหินกระจายอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวและสระน้ำ ใครชอบเดินเล่น ถ่ายรูปแบบชิล ๆ ลูกหมูว่ามุมนี้ก็เพลินไม่แพ้กันครับ

ทะเลสาบเตียนฉือ (Dianchi Lake) ใครอยากมานั่งชมวิวทะเลสาบแบบสบาย ๆ ลูกหมูขอแนะนำที่นี่เลยครับ เพราะด้านหลังมีแนวภูเขาซีซานเป็นฉาก ทำให้บรรยากาศดูลงตัวมาก และถ้ามาช่วง เดือนกุมภาพันธ์ ก็จะได้เห็น นกนางนวลปากแดง ที่บินหนีหนาวมาจากทางเหนือของจีนและไซบีเรียด้วยครับ บางช่วงบินกันเต็มท้องฟ้าเลย ใครชอบถ่ายรูปธรรมชาติ ลูกหมูว่ามุมนี้ได้รูปกลับไปเพียบแน่นอนครับ ต้องมีใครแอบคิดถึงบางปูกันบ้างใช่ไหมครับ? แต่บอกเลยว่าที่นี่ให้บรรยากาศต่างออกไปอย่างชัดเจน ทั้งวิวภูเขาและทะเลสาบที่อยู่ด้านหลัง เรียกว่ามาคนละที่ก็ได้ฟีลคนละแบบเลยครับ 

ภูเขาซีซานและประตูมังกร (Western Hills & Dragon Gate) ไปทะเลสาบเตียนฉือแล้ว ก็ลองแวะมาที่นี่ต่อได้เลยนะครับ เพราะอยู่บริเวณเดียวกันและสามารถขึ้นมาชมวิวทะเลสาบจากมุมสูงได้ครับ นอกจากวิวธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมี งานแกะสลักหินเก่าแก่และประติมากรรมที่สร้างขึ้นตามหน้าผา ให้ได้ชมกันอีกด้วยครับ และยังมีความเชื่อว่า การลอดประตูมังกรจะช่วยเสริมโชคลาภและความก้าวหน้าอีกด้วยครับ แค่ขึ้นมาก็จะได้สัมผัสทั้งบรรยากาศเก่าแก่ของสถานที่ ผสมกับธรรมชาติและวิวทะเลสาบที่อยู่เบื้องหน้า เรียกว่าลงตัวมากครับ 

สวนสาธารณะชุ่ยหู (Green Lake Park) จุดนี้จะต่างจากทะเลสาบเตียนฉือตรงที่จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนคุนหมิงมากขึ้นครับ ที่สำคัญคือ ไม่ต้องเดินทางออกนอกเมือง เพราะสวนแห่งนี้อยู่ใจกลางเมือง บรรยากาศค่อนข้างสบาย ๆ และยังสามารถให้อาหารนกนางนวลปากแดงได้ด้วยครับ โดยเฉพาะช่วง เดือนกุมภาพันธ์ จะมีนกนางนวลที่บินหนีหนาวมาจากไซบีเรียมาให้เราได้ชมกันเต็ม ๆ ใครอยากเปลี่ยนจากเดินเล่น ก็สามารถลองปั่นเรือชมบรรยากาศรอบ ๆ สวนได้ด้วยครับ เดินเล่นไป ให้อาหารน้อง ๆ ไป ปั่นเรือชมวิวไป ถ่ายรูปไป บอกเลยว่าเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ใช้เวลาไม่มาก แต่ได้บรรยากาศดีมากครับ 

ซุ้มประตูม้าทอง–ไก่มรกต (Golden Horse and Jade Rooster) ซุ้มประตูคู่โบราณที่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองคุนหมิงเลยครับ ที่นี่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมือง มีซุ้มประตูจีนโบราณสองแห่งตั้งอยู่คู่กัน รายล้อมด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และอาคารสไตล์จีนครับ ช่วงเย็นจนถึงค่ำบรรยากาศจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะร้านต่าง ๆ เริ่มเปิดไฟ มีทั้งของกินและของฝากให้เลือกกันเพลิน ๆ ใครอยากปิดท้ายวันด้วยการหาอะไรอร่อย ๆ กิน พร้อมเดินชมบรรยากาศเมืองคุนหมิงยามค่ำ ลูกหมูว่าที่นี่เหมาะเลยครับ 

2. ต้าหลี่ (Dali) 

เมืองเก่าต้าหลี่ (Dali Ancient Town) ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ชื่อดังของเมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนานเลยครับ มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,200 ปี และในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรน่านเจ้าและอาณาจักรต้าหลี่ครับ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นอาคารและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บรรยากาศคลาสสิกมาก เดินไปเดินมาก็ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในซีรีส์จีนย้อนยุคเลยครับ ใครสายกินก็มีของกินให้เลือกเยอะ สายช้อปก็มีทั้งร้านค้าและของฝากให้เดินดู แถมช่วงเย็นผู้คนยิ่งคึกคัก เรียกว่าเป็นอีกจุดที่มาแล้วได้ทั้ง เที่ยว ถ่ายรูป กิน และเดินเล่น ครบเลยครับ 

เจดีย์สามองค์ (Three Pagodas of Chongsheng Temple) จากเมืองเก่าต้าหลี่สามารถแวะมาที่นี่ต่อได้เลยครับ เพราะอยู่ไม่ไกลกัน และเป็นอีกหนึ่งภาพจำของต้าหลี่ครับ เจดีย์ทั้งสามองค์ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาชางซาน โดยมีประวัติยาวนานกว่าพันปีและเกี่ยวข้องกับอาณาจักรน่านเจ้าและอาณาจักรต้าหลี่ในอดีตครับ ยิ่งถ้าวันไหนท้องฟ้าเปิด จะเห็นภูเขาอยู่ด้านหลังตัดกับตัวเจดีย์ได้สวยมากครับ  เป็นวิวที่ดูเรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และสงบมากครับ 

ทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ (Erhai Lake) มาถึงต้าหลี่แล้วจะพลาดทะเลสาบแห่งนี้ไม่ได้เลยครับ เพราะเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเมืองที่อยู่คู่กับภูเขาชางซานเลยครับ ใครชอบถ่ายรูป ลูกหมูแนะนำให้ลองขับรถหรือปั่นจักรยานเลียบทะเลสาบ ชมวิวภูเขา ท้องฟ้า และหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างทางครับ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นช่วงอากาศค่อนข้างแห้งและมีแดด โอกาสได้เห็นวิวภูเขาชัด ๆ ก็มีไม่น้อยครับ 

เมืองโบราณซีโจว (Xizhou Ancient Town) ใครที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตของชาวไป๋แบบใกล้ ๆ ลูกหมูขอแนะนำที่นี่ครับ เพราะซีโจวเป็นเมืองเก่าที่มีบ้านเรือนและลวดลายสถาปัตยกรรมแบบชาวไป๋ให้เห็นอยู่หลายจุดครับ เดินไปตามถนนก็จะเจอทั้งร้านค้า ตลาด และของกินท้องถิ่น โดยเฉพาะ Xizhou Baba ขนมแป้งอบขึ้นชื่อของที่นี่ครับ ใครอยากเดินเล่นแบบไม่เร่งรีบ แวะกินของอร่อย และถ่ายรูปบ้านเก่า ๆ ลูกหมูว่าที่นี่กำลังดีเลยครับ 

เมืองโบราณซวงหลาง (Shuanglang Ancient Town) ใครชอบทะเลสาบที่นี่คือได้รูปสวย ๆ แน่นอนครับ เพราะบรรยากาศเป็นเมืองโบราณโทนสีขาวดำ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ ที่นี่จะมีคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือที่พัก ที่มีมุมชมวิวทะเลสาบครับ ลูกหมูขอแนะนำวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่    ซวงหลาง และพระอาทิตย์ตกที่ หาด Haitong (海舌生态公园 หรือ สวนนิเวศไห่เฉอ)ครับ เพราะบรรยากาศตอนนั่นจะสงบและโรแมนติกมากครับสำหรับคู่รัก ส่วนใครที่โสดไม่เป็นไรครับมีเพื่อนดูวิวหลายคนเลยครับ และที่นี่ถ้ามีเวลาก็มีหลายกิจกรรมให้ทำครับ เช่น นั่งเรือไปไหว้พระวัดจีนโบราณในเกาะเล็ก ๆ หรือใครไหวไปปั่นจักรยานรอบทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ สัก 120 กิโลเมตร ดีไหมครับ ?  

ภูเขาชางซาน (Cangshan Mountain) ใครยังอยากชมหิมะในเดือนกุมภาพันธ์ที่ต้าหลี่ก็สามารถขึ้นมาดูที่ภูเขาชางซานได้ครับ เพราะเป็นเทือกเขาสูงที่มียอดเขา 19 เรียงจากเหนือไปใต้เลยครับ มีทางเดินเป็นสะพานขึ้นเขาสำหรับคนอยากสัมผัสหิมะทางขึ้นไม่ยากครับเพราะไม่ได้ชันจนต้องใช้เครื่องมือปีนเขา หรือใครอยากสะดวกหน่อยก็ขึ้นกระเช้าชมวิวได้ครับ และเดือนกุมภาพันธ์ยังคงมีหิมะอยู่ครับ สามารถเห็นหิมะปกคลุมภูเขาชางซานและทะเลสาบเอ๋อร์ไห่จากมุมสูงได้ครับ

3. ลี่เจียง (Lijiang) 

ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain) จุดเด่นของที่นี่คือ ภูเขาขนาดใหญ่โดยยอดเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดปีและรูปร่างเหมือนมังกรกำลังนอนขดตัวอยู่ครับ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A ของจีน และภูเขามีความสูงถึง 5,596 เมตร สามารถขึ้นกระเช้าถึงความสูงที่ 4,500 เมตร แล้วเดินต่อตามทางเดินกระดานไม้ได้ครับจนถึงจุด “Glacier Park”  จุดชมวิวที่สวยที่สุด ความอลังการคงไม่ต้องเพราะความใหญ่โตของภูเขามันก็ชัดเจนมากครับ และเพิ่มความสวยจากหิมะเองอาจจะต้องหยุดหายใจจนต้องใช้ออกซิเจนบ่อย ๆ ครับ อันนี้คือต้องพกไปอยู่แล้วนะครับ ดังนั่นออกซิเจนกระป๋องถือเป็นอีกอย่างที่ควรเตรียมไว้เผื่อด้วยนะครับ 

หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน (Blue Moon Valley) ยังไงเราก็ขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกแล้ว ลูกหมูพาไปชมอีกสถานที่ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาอีกด้านหนึ่งของภูเขาหิมะมังกรหยกครับ โซนนี้จะมีความเป็นป่าไม้ ต้นไม้ ลำธารและทะเลสาบสีเขียวอมฟ้า ซึ่งจะตัดกับภูเขาที่มีหิมะด้านหลังเหมือนกับรูปตัดต่อจนไม่อยากจะเชื่อว่าอยู่บริเวณเดียวกันครับ ที่นี่น้ำช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะเย็นเพราะเป็นน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขานั่นเองครับ และสะพานเดินชมวิวเป็นระยะทางยาวประมาณ  3 กิโลเมตรครับ และบางจุดสามารถถ่ายรูปกับจามรีได้ครับ

เมืองเก่าลี่เจียง (Lijiang Old Town) เป็นเมืองโบราณลี่เจียง ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การ UNESCO ในปี 1997 และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ระดับ 5A ของประเทศจีน ลูกหมูคิดว่าถ้าใครได้ไปคือต้องชอบแน่ ๆ ครับ เพราะเอกลักษณ์ชัดเจนมากครับ ไม่ว่าบ้านเรือนเก่า ถนนหิน คลองเล็ก และโคมไฟที่แขวนไว้แทบจะทุกบ้านเรือนครับ เดินไปชมบรรยากาศหิวก็แวะร้านอาหาร คาเฟ่ได้ครับ ช่วงกลางวันก็เห็นภูเขาเป็นภาพหลัง พอมืดหน่อยก็เปิดไฟบรรยากาศเป็นตลาดเหมือนในซี่รีย์เลยครับ 

การแสดง (Impression Lijiang) พอได้แปลภาษาอังกฤษออกมาได้ความหมายที่ทุกคนที่ไปชมการแสดงก็พูดเสียงเดียวกันว่า “ประทับใจ” ดังนั่นความประทับใจของลี่เจียงไม่ทำให้ใครที่ได้ดูผิดหวังเลยครับ  มันเป็นการแสดงโชว์กลางแจ้งบริเวณ Ganhaizi โดยใช้ ภูเขาหิมะมังกรหยกจริงเป็นฉากหลัง และนำเสนอวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ นักแสดงถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนในพื้นที่ ผ่านเสียงร้อง ชุด ท่าทาง และยิ่งเห็นจำนวนนักแสดงจำนวนมากที่แสดงอย่างพร้อมเพรียงพร้อมกับภูเขาสูงใหญ่ด้านหลัง ลูกหมูบอกเลยว่าอลังการมากครับ

4. แชงกรีลา (Shangri-La) 

มาที่แชงกรีลาอีกครั้งนะครับ เพราะเดือนกุมภาพันธ์คือฤดูหนาวครับ ลูกหมูเลยอยากให้มาดูบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ เพราะช่วงเดือนกันยายนนั่นจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีมากกว่าใช่ไหมครับ แต่เดือนนี้จะเห็นหิมะสีขาวโพลนเลยแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกที่จะมีหิมะนะครับ ดังนั่นมันก็อาจจะมีสถานที่บางที่ที่ต้องไปซ้ำเพราะต้องไปเช็คอินให้ครบทุกช่วงเวลาดี ๆ ของมันครับ และใครไม่ได้อยากเจอแต่หิมะตลอดทั้งทริปก็สามารถไปจุดอื่นที่ยังมีทุ่งหญ้าให้เห็นได้ครับ

วัดซงจ้านหลิน (Songzanlin Monastery) ที่นี่ลูกหมูยังคงเชียร์ให้ไปครับ เพราะภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเพราะเป็นวัดพุทธทิเบตขนาดใหญ่ ซึ่งตัวอาคารโดดเด่นมากจนได้รับฉายาว่า “พระราชวังโปตาลาน้อย” ครับ  และช่วงนี้ก็จะเห็นน้ำแข็งหรือหิมะเกาะตามต้นไม้หรือหิมะตกบรรยากาศเปิดให้รับรสพระธรรมอย่างลึกซึ่งมากครับ และสำคัญนะครับอย่าลืมความพร้อมก่อนไปเนื่องด้วยจากสภาพอากาศและความสูงครับ

เมืองโบราณตู้เค่อจง (Dukezong Ancient Town) เมืองนี้ลูกหมูก็แนะนำไปแล้วในเดือนกันยายนครับ พอมาเดือนนี้ก็อยากให้มาอีกเพราะบรรยากาศต่างจากช่วงนั่นไปเลย เดินชมเมืองเก่าแก่ที่มีบ้านเรือนสไตล์ทิเบตเรียงรายอยู่ตามถนนหิน หิมะขาวตามพื้นและหลังคาทำให้รู้สึกย้อนอดีตและที่สำคัญคือมี กงล้อสวดมนต์ขนาดใหญ่ บริเวณสวนกุยซานให้เราได้ร่วมหมุนเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วยครับ ช่วงเย็นอากาศหนาว ๆ เปิดไฟ เข้าร้านอาหารอุ่น ๆ เก็บรูปภาพได้อย่างจุใจจนเมมเต็มแน่นอนครับ

หุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge) ส่วนที่นี่เป็นที่ใหม่ที่ลูกหมูอยากแนะนำเพิ่มครับเพราะอยากให้ใครไปแชงกรีลาได้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เพราะเป็นหุบเขาลึกที่มีแม่น้ำแม่น้ำจินซาผ่ากลาง โดยมีภูเขาขนาดใหญ่ขนาบข้างอยู่สองฝั่งครับ และช่วงกุมภาพันธ์ทำให้อากาศคอนข้างแห้งและฝนน้อยเหมาะกับการเดินชมวิว ที่มีภูเขาหิมะมังกรหยกและภูเขาฮาบะเป็นฉากอยู่ด้านหลังด้วยครับ ใครได้ไปเห็นของจริงคงได้แต่อุทานว่า โห้ ออกมาหลายครั้งเลยล่ะครับ

ทะเลสาบนาป๋าไห่ (Napa Lake / Napa Wetland) ที่นี่เป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่สำคัญของ แชงกรีลาครับ ลูกหมูก็เลยยังแนะนำให้มาที่นี่เพราะเราสามารถชม ฝูงนกกระเรียนคอดำ ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และน้ำก็ลดลงมากจนเห็นทุ่งหญ้าที่เปลี่ยนสีทำให้ได้อารมณ์อีกแบบเรียกว่าเป็นภาพที่แตกต่างจากแชงกรีลาในช่วงหน้าร้อนเลยครับ หรือใครที่สนใจอยากขี่ม้าชมทุ่งหญ้าสัมผัสวิถีชีวิตของชาวทิเบตได้ครับ

5. สิบสองปันนา (Xishuangbanna) 

ถ้าไม่เกริ่นเลยสำหรับที่นี่ลูกหมูคงทำไม่ได้ครับ เพราะสิบสองปันนานั่นมีวัฒนธรรมที่คล้ายกับคนไทยมาก ๆ ครับ สำหรับผู้คนที่นั่นคือคนจีนพูดภาษาไทย ที่เขาเรียกตัวเองกันว่า ชาวไต ด้วยประชากรส่วนใหญ่ในสิบสองปันนาเป็นชาวไทลื้อเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมและภาษาเป็นของตัวเองครับ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็เป็นช่วงอากาศกำลังค่อนข้างอบอุ่น กลางวันประมาณ 23–27°C ส่วนช่วงเช้าและกลางคืนจะเย็นกว่า เหมาะกับการเที่ยวป่า เดินชมธรรมชาติ และสัมผัสวัฒนธรรมชาวไต/ไตลื้อหรือชาวได (Dai) มากครับ 

สวนม่านทิง (Manting Park / Manting Imperial Garden) ถ้ามาสิบสองปันนาที่นี่เป็นสถานที่ที่ลูกหมูอยากให้มาชมครับ เพราะเป็นสวนเก่าแก่ที่มีอายุประมาณ 1,300 ปี และในอดีตเคยเป็นสวนของราชวงศ์ชาวไดครับ จุดเด่นของที่นี่ ก็จะเป็นต้นไม้เขตร้อน สวยสวย ๆ และมุมริมน้ำพร้อมกับอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมของชาวไดซึ่งมีเอกลักษณ์มากครับ และถ้าใครมาช่วงเย็นก็จะมีกิจกรรมรอบกองไฟให้รับชมกันด้วยครับ 

วัดป่าเชต์มหาราชฐาน (Zongfo Temple / Xishuangbanna Zongfosi) ไปสวนม่านทิง มาแล้วใช่ไหมลูกหมูพาเดินไปต่ออีกนิดหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้กันมากและเป็นวัดพุทธเถรวาทที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสิบสองปันนาครับ สถาปัตยกรรมทีนี่มีเอกลักษณ์มากครับ ประดับด้วยสีทองโดดเด่น ใส่ชุดไทลื้อเดินชม สักการะพระพุทธรูป เดินถ่ายรูป ก็เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากครับ 

วัดหลวงเมืองลื้อ หรือ วัดมหาราชฐานสุทธาวาส  (Mengle Culture Scenic Area / Mengle Buddhist Temple) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสิบสองปันนา และด้วยขนาดพื้นที่กว้างเป็นอย่างมากก็จะมีหลายโซนที่มีสถาปัตยกรรมแตกต่างแต่ยังมีความคล้ายกันโดยมีสีทองประกอบอยู่ด้วยอย่างโดดเด่นครับ แต่ที่นี่มีรถรางรองรับสามารถนั่งไปจุด ๆ ต่างได้ ที่นี่ถือว่าเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการปักหลักของพระพุทธศาสนาก็ว่าได้ครับ ถ้าได้ไปเห็นของจริงก็อดไม่ได้ที่จะขอพรและเลื่อมใสครับ

เก้าจอมสิบสองเชียง (Nine Tower & Twelve Walled) ที่นี่เหมาะกับท้ายวันมาก ๆครับ เพราะเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ตลาด สามารถเดินชิมอาหารของผู้คนที่นี่ได้ครับและช่วงค่ำที่เปิดไฟบรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวามาก ๆ ด้วยแสงสีไฟ นั่งพักทานอาหารริมน้ำ และเจดีย์ขนาดใหญ่ที่กลางคืนจะเป็นสีทองเป็นฉากเสริมได้ดีเลยครับ

หน้าหนาวนี้ เที่ยวจีนเดือนไหนดีนะ ?

เสน่ห์ของประเทศจีนไม่ว่าที่ไหนก็น่าสนใจ แตกต่างกันตามแต่ละเดือนเลยครับ บางเดือนก็เหมาะกับชมใบไม้เปลี่ยนสี บางเดือนก็มีหิมะขาวโพลนปกคลุม บางเดือนเดินชมเมืองเก่ากับบรรยากาศเย็น ๆ 

สำหรับ LookmooTravel ถ้าอยากเลือกช่วงที่ภาพสวยและน่าสนใจเป็นพิเศษ ลูกหมูมองว่า เดือนกันยายน–ตุลาคม เหมาะกับสายธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสี โดยเฉพาะจิ่วจ้ายโกว ส่วน ตุลาคม–พฤศจิกายน ก็เหมาะกับการเดินเที่ยวเมืองและชมประวัติศาสตร์อย่างปักกิ่ง

แต่ถ้าใครรอสัมผัสหิมะขาวโพลน ลูกหมูขอแนะนำช่วง ธันวาคม–กุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่ฮาร์บิน ฉางไป๋ซาน และเมืองทางตอนเหนือของจีนกำลังสวยงามเต็มที่ครับ ทั้งเมืองน้ำแข็ง หมู่บ้านหิมะ และกิจกรรมสนุก ๆ อย่างการเล่นสกี

สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเลือกไปที่ไหน ประเทศจีนก็ยังมีมุมสวย ๆ และน่าสนใจรอให้เราไปค้นพบ และไปเที่ยวชมเสมอครับ  ที่เหลือก็แค่เราอยากไปเจอประเทศจีนในบรรยากาศแบบไหนเท่านั้นเอง 

แล้วคุณล่ะครับ ……… ถ้าให้เลือก คุณอยากไปเที่ยวที่ประเทศจีนเดือนไหนมากที่สุดครับ ?

เดือนอากาศโดยรวมเมือง/สถานที่แนะนำเหมาะกับใคร
กันยายนเริ่มเย็นลง ธรรมชาติยังเขียว และเริ่มมีใบไม้เปลี่ยนสีในบางพื้นที่ซินเจียง, แชงกรีลา, จิ่วจ้ายโกว🌿 สายธรรมชาติ / ใบไม้เปลี่ยนสี
ตุลาคมฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย หลายพื้นที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยจิ่วจ้ายโกว, ปักกิ่ง🍁 สายถ่ายรูป / ชอบวิวใบไม้เปลี่ยนสี
พฤศจิกายนอากาศเย็นขึ้น ประมาณ 7–14°C ในบางพื้นที่ เหมาะกับการเดินเที่ยวเมืองปักกิ่ง, เฉิงตู, ฉงชิ่ง🏯 สายเมือง / ประวัติศาสตร์ / ของกิน
ธันวาคมเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศหนาวจัด โดยเฉพาะทางตอนเหนือ เริ่มมีหิมะปักกิ่ง, ฮาร์บิน, ฉางไป๋ซาน, เสิ่นหยาง❄️ คนอยากเริ่มสัมผัสหิมะ
มกราคมหนาวจัด หลายพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งฮาร์บิน, ฉางไป๋ซาน, เสิ่นหยาง☃️ สายหิมะ / เมืองน้ำแข็ง
กุมภาพันธ์ปลายฤดูหนาว ทางเหนือยังมีหิมะ ส่วนยูนนานอากาศสบายกว่าฮาร์บิน, ฉางไป๋ซาน, ยูนนาน❄️ อยากเจอหิมะ หรือ 🌿 อยากหนีหนาว

– END –